Tuesday, February 7, 2017

โลกฮือฮา นักวิจัยพบทวีปโบราณใต้สมุทร หลังหายสาบสูญไปนานกว่า 84 ล้านปี




      วงการวิทยาศาสตร์โลกฮือฮา นักวิจัยแอฟริกาใต้ ค้นพบชิ้นส่วนทวีปโบราณที่หายสาบสูญไปบริเวณใต้มหาสมุทรอินเดีย เชื่อจมลงไปอยู่ใต้ก้นมหาสมุทร เมื่อ 84 ล้านปีก่อน

      เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 เว็บไซต์ยูเอสเอทูเดย์ ได้เปิดเผยรายงานว่า ทีมนักวิจัยในแอฟริกาใต้ ได้ค้นพบชิ้นส่วนหลักฐานของทวีปโบราณที่สูญหายไปใต้มหาสมุทรอินเดีย บริเวณเขตประเทศมอริเชียส เกาะนอกชายฝั่งแอฟริกาในมหาสมุทรอินเดียตะวันตกเฉียงใต้  ทางนักวิทยาศาสตร์จึงเรียกชื่อว่า ทวีปมอริเชีย (Mauritia) ซึ่งคาดว่าจมหายลงไปใต้ก้นมหาสมุทร เมื่อกว่า 84 ล้านปีก่อน

  
          ลีวิส แอชวาล หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สแรนด์ ในแอฟริกาใต้ ได้เปิดเผยว่า ตอนนี้ทางทีมวิจัยกำลังศึกษากระบวนการแยกตัวของทวีปดังกล่าว เพื่อที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางด้านธรณีวิทยาของโลก โดยชิ้นส่วนของทวีปที่ถูกพบนี้ คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของมหาทวีปกอนด์วานา (Gondwana) อันเป็นทวีปขนาดใหญ่สมัยโบราณ ซึ่งได้แยกตัวออกเป็น ทวีปแอนตาร์กติกา แอฟริกา ออสเตรเลีย และอเมริกาใต้ ในปัจจุบัน

  
       ในส่วนของเค้าลางที่นำมาสู่การค้นพบครั้งสำคัญนี้ คือการพบแร่โบราณ ในก้อนหินบนเกาะมอริเชียส หลังถูกพ่นออกมาตามลาวาหลังจากภูเขาไฟระเบิด โดยแร่โบราณที่พบนี้ เป็นแร่เซอร์คอนชนิดที่ไม่ควรพบที่บริเวณดังกล่าว ซึ่งหลังจากการนำผลึกแร่ชนิดนี้ไปตรวจสอบ ก็พบว่ามันมีอายุเก่าแก่เกินกว่าที่จะมาอยู่บนเกาะมอริเชียสได้

  
     แอชวาล อธิบายเพิ่มเติมว่า โลกประกอบขึ้นจาก 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ "ทวีป" ซึ่งมีอายุมาก และ "มหาสมุทร" ซึ่งมีอายุน้อย โดยในส่วนของทวีปนั้น ก้อนหินที่อยู่บนพื้นทวีปสามารถมีอายุได้มากถึงหลายพันล้านปี แต่สำหรับในมหาสมุทรนั้น ไม่มีชิ้นส่วนใดที่มีอายุเก่าแก่ได้เท่านี้

 
      สำหรับเกาะมอริเชียส มีอายุแค่ 2-3 ล้านปี แต่เศษแร่ที่พบกลับมีอายุมากถึงประมาณกว่า 3 พันล้านปี จึงสันนิษฐานได้ว่า มันเป็นชิ้นส่วนดั้งเดิมของทวีปโบราณดังกล่าว นอกจากนี้ จากการวิจัยยังชี้ว่า น่าจะมีชิ้นส่วนของทวีปมอริเชีย (ชื่อที่ตั้งขึ้นโดยทีมนักวิจัย) ในขนาดที่แตกต่างกันออกไปอีกที่ยังไม่พบ ซึ่งคาดว่ากระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ทั่วมหาสมุทรอินเดีย



ภาพจาก Wits University OFFICIAL
https://hilight.kapook.com/view/148825

Saturday, February 4, 2017

นาซ่าเผยภาพ วงแหวนดาวเสาร์ ความละเอียดชัดสุด ๆ เป็นประวัติการณ์



เครดิตจาก : http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-4173876/New-Cassini-images-reveal-Saturn-s-rings-close.html


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเลยว่าภาพที่ได้เห็นไปนั้นมันคือภาพในระดับที่คมชัดสุด ๆ โดยเป็นประวัติการณ์แล้วของ วงแหวนดาวเสาร์ ที่ล้อมรอบวงโคจรอยู่ภายนอก โดยทางนาซ่า ได้เผยภาพนี้ออกมาสู่สาธารณะ ซึ่งถูกบันทึกโดยยานอวกาศ Cassini ที่เคยส่งออกสู่อวกาศไปในปี 2004 โดยที่ วงแหวนดาวเสาร์ ที่เห็นจะมีลักษณะเหมือนกับฟางข้าวยังไงอย่างงั้นเลยทีเดียว

เครดิตจาก : http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-4173876/New-Cassini-images-reveal-Saturn-s-rings-close.html




เครดิตจาก : http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-4173876/New-Cassini-images-reveal-Saturn-s-rings-close.html




เครดิตจาก : http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-4173876/New-Cassini-images-reveal-Saturn-s-rings-clo




เครดิตจาก : http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-4173876/New-Cassini-images-reveal-Saturn-s-rings-close.ht




เครดิตจาก : http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-4173876/New-Cassini-images-reveal-Saturn-s-rings-clo




เครดิตจาก : http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-4173876/New-Cassini-images-reveal-Saturn-s-rings-clos




เครดิตจาก : http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-4173876/New-Cassini-images-reveal-Saturn-s-rings-close.htm



โพสต์โดย devilsmayfine เมื่อ 3 ก.พ. 60 11:08:40
 

http://world.kapook.com/pin/589402484d265a7f608b4567

Friday, February 3, 2017

ส่องชีวิตเหยี่ยวไฮโซ ไม่ใช่แค่พาขึ้นเฟิร์สคลาส แต่มีโรงพยาบาลชั้นเลิศให้โดยเฉพาะ




           เปิดเรื่องราวของเหยี่ยว สัตว์เลี้ยงของเหล่าชนชั้นสูงอาหรับที่แต่ละตัวต้องได้รับการดูแลที่ดีเลิศ นอกจากขึ้นเครื่องบินเฟิร์สคลาสแล้วยังต้องรับการรักษาดูแลในโรงพยาบาลเฉพาะด้านอีกด้วย แน่นอนว่าที่ต้องดูแลอย่างดีขนาดนี้เพราะแต่ละตัวอาจมีราคาแพงถึง 40 ล้านบาท

            เหยี่ยวคือสัตว์ที่อยู่คู่วัฒนธรรมของชาวอาหรับมาช้านาน ชาวเบดูอินโบราณใช้เหยี่ยวสำหรับการล่าสัตว์ในทะเลทรายมาเป็นเวลากว่า 2,000 ปี มันเป็นวัฒนธรรมโบราณดั้งเดิมที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน การสะสมเหยี่ยวเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ชนชั้นสูง เหยี่ยวตัวหนึ่งนั้นมีราคาแพง มันจึงเป็นสัตว์เลี้ยงที่แสดงถึงบารมีและฐานะทางสังคมของผู้ที่สะสมมัน

 
            และผู้ที่นิยมสะสมเหยี่ยวส่วนใหญ่มักจะเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวยหรือไม่ก็เจ้าชาย ดังนั้นการจะพาเหยี่ยวเดินทางทั้งทีก็ต้องจัดหนัก การเช่าเหมาเครื่องบินทั้งลำเพื่อเหยี่ยวโดยสารก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว (อ่านเพิ่มเติม : เจ้าชายซาอุฯ กับวิธีสุดชิลแต่ทุ่มหนักมาก เพื่อพาเหยี่ยวฝูงใหญ่ขึ้นเครื่องบินไปด้วย)


            ผู้ที่สะสมเหยี่ยวไม่ได้แต่เพียงสะสมเอาไว้ดูเล่นเท่านั้น หากแต่พวกเขายังใช้เหยี่ยวเพื่อล่าสัตว์เป็นกีฬาอีกด้วย กีฬาการล่าสัตว์ด้วยเหยี่ยวนั้นถือว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในปัจจุบันมีการจัดตั้งสมาคมกีฬาฝึกเหยี่ยวนานาชาติอย่างเป็นทางการ (IAF - International Association for Falcon) และมีการจัดประกวด แข่งขันอยู่เป็นประจำ ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าเหยี่ยวถือเป็นของสะสมของชนชั้นสูง ไม่ใช่ทุกคนสามารถหาเหยี่ยวมาเลี้ยงกันได้ง่าย ๆ

            แน่นอนว่าเหยี่ยวเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีราคาแพงมหาศาล พวกมันจึงต้องได้รับการดูแลที่ดีที่สุด ซึ่งในกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีโรงพยาบาลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์นี้โดยเฉพาะ โดยจากการรายงานของเว็บไซต์เดลี่เมล เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 เผยว่า โรงพยาบาลเหยี่ยวอาบูดาบีก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2542 เป็นโรงพยาบาลที่ให้บริการดูแลเหยี่ยวแบบครบวงจรโดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมด้วยเทคโนโลยีระดับสูง โรงพยาบาลนี้เป็นโรงพยาบาลเหยี่ยวแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

            การดูแลรักษาเหยี่ยวนั้นเริ่มต้นจากการตรวจสุขภาพ ตรวจสายตาอย่างละเอียด เอกซเรย์เพื่อตรวจดูมวลกระดูกและอวัยวะภายใน เช็กความแข็งแรงของปีกและขา รวมทั้งติดอุปกรณ์จีพีเอสสำหรับติดตามเผื่อกรณีบินหนีหายอีกด้วย เหยี่ยวแต่ละตัวจะถูกดูแลอย่างดีโดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่จะคัดแยกให้อยู่เป็นห้อง ๆ ห้องหนึ่งไม่เกิน 11 ตัว เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจร่างกายแต่ละตัวอย่างละเอียด

            สำหรับเหยี่ยวที่เจ็บป่วยจะมีแผนกแยกย่อยสำหรับรักษาอาการเฉพาะด้าน เช่น โรคฝี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีธนาคารเลือดนกเหยี่ยวสำหรับการรักษาเหยี่ยวที่ต้องผ่าตัดอีกด้วย โดยในแต่ละปีมีนกเหยี่ยวมาเข้ารับการดูแลกว่า 11,200 ตัว ลูกค้าส่วนใหญ่มาจากหลายที่ ทั้งในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จากซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน คูเวต และกาตาร์

           ทั้งนี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีรายงานเพิ่มเติมว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหยี่ยวแต่ละตัว ในแต่ละครั้งนั้นเป็นราคาเท่าใด แต่มันก็น่าจะเป็นราคาที่แพงมหาศาลในระดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้สะสมเหยี่ยวอยู่แล้ว เพราะเหยี่ยวที่หมู่ชนชั้นสูงในอาหรับเลี้ยงกันนั้น ตัวหนึ่งมีราคาขั้นต่ำตั้งแต่ 280,000-1,000,000 บาท และเหยี่ยวบางตัวนั้นอาจมีราคาสูงได้ถึง 40 ล้านบาท ดังนั้นค่ารักษาเหยี่ยวแต่ละครั้งนั้น ต่อให้แพงแค่ไหนก็ไม่เป็นปัญหาแม้แต่น้อย

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Abu Dhabi Falcon Hospital, Instagram faz3, reddit
ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Abu Dhabi Falcon Hospital, r3.org
https://hilight.kapook.com/view/148709

Wednesday, February 1, 2017

สุดยอด ! จากหาดที่เต็มไปด้วยขวดเหล้า ถูกธรรมชาติรังสรรค์เปลี่ยนเป็นความสดใส




ยลโฉมชายหาด อุสซูรี เบย์ สวยงามดั่งอัญมณีแห่งรัสเซีย หลังธรรมชาติรังสรรค์เปลี่ยนสภาพขวดต่าง ๆ ที่ชำรุดจากยุคโซเวียต ให้กลายเป็นก้อนหินหลากหลายสี

วันที่ 30 มกราคม 2560 เว็บไซต์เดลี่เมล เผยภาพชายหาดแห่งหนึ่งในประเทศรัสเซียที่ละลานตาไปด้วยหินหลากหลายสีสุดสวยงาม ซึ่งเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์และการรังสรรค์ของธรรมชาติที่สุดลงตัว
ชายหาดดังกล่าวชื่อว่า อุสซูรี เบย์ (Ussuri Bay) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมืองวลาดิวอสต็อก ของรัสเซีย ซึ่งเดิมทีบริเวณดังกล่าวเป็นที่ซึ่งสหภาพโซเวียตเคยขนบรรดาขวดเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่แตกแล้ว นำมาทิ้งเอาไว้เป็นจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นขวดเหล้า ขวดเบียร์ วอดก้า หรือ ไวน์ ทำให้มันไม่น่าจะเป็นที่ซึ่งมีใครอยากจะเข้าไปแต่อย่างใด
 
อย่างไรก็ดี หลังกาลเวลาล่วงเลยไป ธรรมชาติในบริเวณกล่าวไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลหรือสายลม ก็รังสรรค์ให้พื้นที่อันตราย กลายเป็นชายหาดซึ่งเต็มไปด้วยก้อนหินซึ่งคล้ายอัญมณี เนื่องจากขวดชนิดต่าง ๆ ที่ชำรุดจนกลายเป็นเศษแก้ว ได้ถูกคลื่นลมตามธรรมชาติซัดจนลบเหลี่ยมคม เปลี่ยนรูปร่าง แปรสภาพให้กลายเป็นหินพิเศษซึ่งมีหลากหลายสี เต็มไปด้วยความสวยงาม
 
ปัจจุบันหาดดังกล่าวได้ถูกทางการรัสเซียจัดให้เป็นพื้นที่คุ้มครองพิเศษ โดยเรียกชื่อใหม่ว่า หาดแก้ว (Glass Beach) และตอนนี้ก็กลายเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว รวมถึงชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ที่ต่างแวะเวียนกันมาดูความงามตลอดทั้งปี และน่าเหลือเชื่อเหลือเกินว่า หาดสุดสวยนี้จะมีจุดเริ่มต้นมาจากความมักง่ายของมนุษย์เพียงเท่านั้น

https://travel.kapook.com/view165434.html