Friday, March 3, 2017

เผยชีวิตมนุษย์ช้าง มีเนื้องอกยักษ์เต็มหน้า ผ่าตัดหลายครั้งนาน 10 ปี ก็ยังไม่หยุดโต




         เปิดชีวิตสุดเวทนาของชายจีนป่วยเนื้องอกยักษ์เต็มใบหน้า จนได้ฉายาว่า มนุษย์ช้าง แม้ผ่าตัดหลายครั้งมานานร่วม 10 ปีแล้ว แต่เนื้องอกใหม่ก็ยังโตอยู่เรื่อย ๆ

          เมื่อหลายปีก่อน หลาย ๆ คนคงจะรู้จัก หวง ชุนไช ชายจีนจากมณฑลหูหนาน ที่มีชะตาชีวิตสุดโชคร้าย เกิดมาพร้อมกับ ท้าวแสนปม (Neurofibromatosis) ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้เซลล์มีพัฒนาการผิดปกติ มีเนื้องอกขนาดใหญ่ยักษ์เต็มใบหน้าน้ำหนักกว่า 15 กิโลกรัม จนได้ฉายาว่า  มนุษย์ช้าง ซึ่งที่ผ่านมาเขาก็ได้รับความช่วยเหลือให้เข้ารับเข้าทำการศัลยกรรมหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน


          ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 เว็บไซต์เมโทร ได้นำเสนอเรื่องราวความคืบหน้าของชีวิตสุดหน้าเวทนาของหวง ชุนไช ที่ปัจจุบันอายุ 39 ปีแล้ว โดยระบุว่า แม้ว่าเขาจะเข้ารับการศัลยกรรมใบหน้าหลายครั้งรวมระยะเวลานานร่วม 10 ปี แต่เนื้องอกที่ใบหน้าของเขาก็ยังขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ

         โดยการศัลยกรรมใบหน้าครั้งแรกของนายหวง เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2550 หลังจากนั้นในปีถัดมาเขาก็เข้ารับการศัลยกรรมอีก 3 ครั้ง โดยได้รับการช่วยเหลือจากการบริจาค และหน่วยงานบริการด้านสังคม ซึ่งจากการศัลยกรรมดังกล่าว ช่วยเพียงให้เขาพ้นจากสถิติผู้ที่มีเนื้องอกบนใบหน้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ไม่สามารถช่วยให้เขาใช้ชีวิตเป็นปกติสุขในที่สาธารณะได้

 
          นายหวงเคยมีโอกาสไปเข้าเรียนในโรงเรียนอยู่ 4 ปีด้วยกัน แต่สุดท้ายก็ต้องตัดสินสินใจหยุดเรียนกลางคัน เนื่องจากเด็ก ๆ ในชั้นเรียนมักจะพากันล้อเลียนและกลั่นแกล้งเขา หลังจากนั้นเขาก็อาศัยอยู่กับพ่อแม่และพี่น้องเรื่อยมา

          ทั้งนี้ แม้ว่าฉายามนุษย์ช้างของนายหวงนั้นจะเหมือนกับ โจเซฟ เมอร์ริค ที่ป่วยเป็นโรคโพรเทอุส ซินโดรม (Proteus syndrome) อันทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยวพิการแต่กำเนิด จนมีลักษณะคล้ายกันนี้ และเป็นเจ้าของฉายามนุษย์ช้างคนแรก แต่กรณีของนายหวงนั้นแตกต่าง เขาไม่มีได้มีอาการเจ็บปวดจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นดังกล่าว

          อย่างไรก็ดี จากรายงานระบุว่า แม้ว่าเนื้อของเขาจะยังเติบโตขึ้นอยู่เรื่อย ๆ แต่ในตอนนี้เขาก็สามารถใช้ชีวิตที่ค่อนข้างปกติแบบคนทั่วไปพอได้บ้างแล้ว

ภาพจาก sakshi.com
https://hilight.kapook.com/view/149920#

สุดซึ้ง พยาบาลเข้ากอดคุณยายที่กลัวการผ่าตัด สัญญาจะอยู่ข้าง ๆ ให้กำลังใจไม่ห่าง




          เผยภาพสุดประทับใจ หลังพยาบาลเข้ากอดคุณยายคนไข้ที่กลัวการผ่าตัด พร้อมพูดให้กำลังใจไม่ห่างกาย จนการรักษาผ่านพ้นไปด้วยดี

          หากนึกถึงห้องผ่าตัดแล้ว หนีไม่พ้นที่หลายคนจะมองว่าเป็นสถานที่วังเวงและน่าหวาดกลัว แต่ถ้าจำเป็นต้องเข้าไปจริง ๆ ก็คงจะดีไม่น้อยถ้ามีสักคนบอกให้เราไม่ต้องกังวลใด ๆ พร้อมสัญญาว่าจะอยู่ข้าง ๆ ไปจนกว่าการรักษาจะสำเร็จ
          เช่นเดียวกับเรื่องราวที่เว็บไซต์ซีทีดีเอสบี นำเสนอเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 โดยเป็นภาพสุดประทับใจ ของพยาบาลหญิงรายหนึ่งเข้ากอดคุณยายที่กำลังหวาดกลัวการผ่าตัด พร้อมกับพูดให้กำลังใจผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดจนทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

  
         เหตุการณ์สุดซึ้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ คุณยายเหยียน จาวเกิน วัย 82 ปี ต้องเข้ารับการผ่าตัดกระดูกหักที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองฉางจื้อ มณฑลซานซี ประเทศจีน อย่างไรก็ดี ขณะที่เข้าห้องผ่าตัดเพื่อเตรียมการรักษานั้น ปรากฏว่าคุณยายเกิดอาการตัวสั่นเทา พร้อมมีน้ำตาคลอเต็มเบ้าตา เนื่องจากมีความหวาดกลัวกับการรักษาที่กำลังจะเกิดขึ้น

          ทั้งนี้เมื่อเห็นคนไข้มีอาการดังกล่าว จ้าว ข่ายลี่ นางพยาบาลสาววัย 24 ปี ซึ่งเป็นผู้ช่วยแพทย์ในการผ่าตัดครั้งนี้ ได้ตัดสินใจเข้าสวมกอดคุณยายไว้ด้วยความอบอุ่น พร้อมกล่าวว่า "ไม่ต้องกลัวนะคุณยาย คิดว่าพวกเราเป็นหลานยาย ยายแค่นอนหลับสักพัก พวกเราจะอยู่ข้าง ๆ ยายตลอดเวลาไม่ไปไหนแน่นอน" ซึ่งหลังจากได้รับความห่วงใยและดูแลเป็นอย่างดีแล้ว คุณยายก็รู้สึกไม่กังวลอีกต่อไป ส่งผลให้การผ่าตัดในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

  
          เมื่อภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ผู้คนต่างรู้สึกอบอุ่นและประทับใจกับสิ่งที่พยาบาลรายนี้ดูแลคนไข้เป็นอย่างดีเหมือนคนในครอบครัวตนเอง ซึ่งเรื่องนี้ จ้าว ข่ายลี่ เปิดเผยว่า ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่ควรได้รับการยกย่อง เพราะทุกคนที่โรงพยาบาลนี้ก็พร้อมจะปฏิบัติกับคนไข้ในแนวทางเดียวกับเธอเช่นเดียวกัน

ภาพจาก ctdsb.net
ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก China Xinhua News
https://hilight.kapook.com/view/149918

Wednesday, March 1, 2017

สุดอำมหิต แม่เลือดเย็นฆ่าลูกชายวัย 5 ขวบ บังคับให้กินยา-นำร่างใส่รถจุดไฟเผา




        เปิดคดีสุดสลดสะเทือนขวัญ หญิงชาวอเมริกันใจอำมหิต บังคับลูกชายวัย 5 ขวบกินยาแก้หวัดจนหมดสติ ก่อนนำร่างใส่รถแล้วจุดไฟเผาอำพรางคดี ล่าสุดศาลตัดสินจำคุก 50 ปี

        เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 เว็บไซต์เดอะวอชิงตันโพสต์ เผยรายงานคดีโศกนาฏกรรมสุดสลด ระบุว่า นางนาร์เจส แชฟีราด หญิงชาวอเมริกันวัย 35 ปี  ก่อเหตุสุดสยองขวัญและสะเทือนใจ ฆาตกรรมลูกชายวัย 5 ขวบ ด้วยการให้กินยาแก้หวัดจนหมดสติ ก่อนจะจัดฉากให้เหมือนรถยนต์เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้เผาร่างลูกชายที่นอนอยู่ภายในรถ

  
         โดยรายงานจากทางศาลรัฐแมริแลนด์ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาคดี นางนาร์เจส ได้เปิดเผยในศาลถึงเรื่องราวชีวิตการหย่าสุดขมขื่น รวมทั้งความยากลำบากในการต่อสู้ในชั้นศาล และทำให้เธอกลายเป็นโรคซึมเศร้า โดยผู้เป็นแม่และผู้ต้องหาในคดีฆ่าลูกชายของตัวเองรายนี้ เผยว่า ชีวิตเธอพังทลาย มีลูกชายคนเดียวที่เป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต พร้อมทั้งยืนยันว่า ตนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้หากสูญเสียลูกชายไป แต่สุดท้าย ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทางศาลได้พิจารณาตัดสินแล้วว่า ให้เธอรับโทษจำคุกเป็นเวลา 50 ปี ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน

        รายงานจากทางศาล ระบุว่า ระหว่างที่อยู่ในศาล นางนาร์เจสมีการแสดงออกทางอารมณ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าในขณะที่ทางพ่อและญาติฝ่ายพ่อของเด็กชายจะให้การในสภาพที่สุดเศร้าเสียใจ หรือแม้กระทั่งตอนที่ฝ่ายโจทก์ แจงรายละเอียดถึงวิธีการที่เธอบังคับให้ลูกชายทานยาแก้หวัดในปริมาณที่มาก แต่ทางนางนาร์เจสก็หาได้มีท่าทีให้เห็นว่าเสียใจแต่อย่างใด

        ก่อนหน้านี้ทางศาลได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบาดแผลและรอยฟกช้ำที่รอบ ๆ ปากของเด็กชาย อันเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า นางนาร์เจสผู้เป็นแม่บังคับขืนใจลูกชายให้กินยาดังกล่าวเข้าไป และให้กินอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 2-4 ชั่วโมง จนเขาเสียชีวิต ซึ่งก่อนที่เด็กจะเสียชีวิต คาดว่าฤทธิ์ของยาทำให้เด็กชายมีอาการตาพร่ามัว มึนเมา อาเจียน และเป็นไปได้ที่จะมีการชักด้วย

        หลังจากนั้นได้จัดการอำพรางคดี ด้วยการนำร่างลูกชายไปใส่ไว้ที่เบาะหลังรถยนต์ ก่อนจะขับเข้าไปที่ปั๊ม พร้อมทั้งเติมน้ำมันมาเต็มแกลลอน จากนั้นได้ขับไปจอดที่ริมถนนสายหนึ่งในเขตเกเธอร์สบูร์ก ก่อนจะเทน้ำมันราดและจุดไฟเผาทำให้ดูเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งก่อนหน้านี้ นางนาร์เจสได้อ้างกับทีมสืบสวนว่า เธอกับลูกชายกำลังขับรถไปเที่ยวชายหาด แต่ได้พกน้ำมันใส่แกลลอนติดรถไปด้วย เผื่อเกิดน้ำมันหมดและไม่พบปั๊ม โดยตอนเกิดเหตุระหว่างที่กำลังขับรถ เธอได้หยิบบุหรี่ออกมาสูบ ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ขึ้น เธอได้รับบาดเจ็บเป็นแผลประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย และต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลหลายเดือนด้วยกัน

       ทั้งนี้จากขั้นตอนการสืบคดีพบว่า นางนาร์เจสและนายฮามิด ดานา ผู้เป็นสามี ได้แต่งงานมีลูกชายด้วยกัน 1 คน แต่หลังจากแต่งงานได้ 6 ปี ชีวิตรักของทั้งคู่ก็จบลงอย่างขมขื่นและหย่าร้างแยกทางกัน โดยนางนาร์เจสเคยลั่นคำพูดกับทางสามีไว้ว่า "ฉันจะทำให้คุณร้องไห้ แล้วคุณจะต้องเสียใจ" ซึ่งคาดว่า เมื่อประกอบกับความเครียดขั้นรุนแรง จึงเกิดเป็นแรงจูงใจให้นางนาร์เจสก่อเหตุในครั้งนี้

        ผู้ช่วยอัยการรัฐ เผยว่า ในกรณีดังกล่าวนี้ มีความเป็นไปได้ที่เด็กจะเสียชีวิตเพราะฤทธิ์ยา ก่อนที่ร่างจะถูกเผา ซึ่งถือว่าเป็นคดีที่สะเทือนขวัญเป็นอย่างมาก สำหรับผู้ใหญ่ก็ถือว่าโหดร้ายมากแล้ว แต่นี่เป็นเพียงเด็ก อีกทั้งผู้ก่อเหตุเป็นแม่แท้ ๆ ของเด็กเองด้วย

        ขณะที่ด้านนายฮามิด พ่อของเด็กชาย รู้สึกเศร้าเสียใจกับการเสียชีวิตของลูกชายเป็นอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยให้การกับศาลว่า ตนพยายามที่จะพาลูกชายมาอยู่ด้วยหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ และพยายามหาวิธีให้ลูกชายได้มีทั้งพ่อและแม่ โดยทุกครั้งที่เขาต้องจากลูกก็มักจะบอกให้ลูกเข้มแข็งไว้เสมอ และไม่คาดคิดว่าสุดท้ายลูกชายที่เป็นเด็กร่าเริงและวาดฝันอยากจะให้มีอนาคตที่สดใส ต้องมาจบชีวิตลงเช่นนี้

ภาพจาก Family Handout, Montgomery County Sheriff’s Office / crimeonline.com
https://hilight.kapook.com/view/149853

สุดทึ่ง สถาปนิกเนรมิตโรงงานซีเมนต์ร้าง กลายเป็นคฤหาสน์สวยล้ำชวนตะลึง




               น่าทึ่งสุด ๆ สถาปนิกสุดเจ๋ง เปลี่ยนโรงงานซีเมนต์เก่าร้าง ให้กลายเป็นบ้านในฝัน ที่ทั้งดูทันสมัยและสวยชวนตะลึงอย่างไม่น่าเชื่อ

               ใครจะคิดว่าโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ร้างเก่าแก่ หน้าตาทึม ๆ จะสามารถถูกดัดแปลงให้กลายเป็นที่พักอาศัยที่สวยหรูได้ ถึงแม้ว่ามันจะฟังดูเป็นไปได้ยาก แต่สถาปนิกชาวสเปนวัย 77 ปี ผู้มากความสามารถรายนี้ก็ทำให้มันเกิดขึ้นจริงแล้ว

  
             สถาปนิกคนเก่งรายนี้มีชื่อว่า ริการ์โด โบฟิล เขาเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน โบฟิลได้รังสรรค์ผลงานอันน่าทึ่งเอาไว้มากมายในหลายพื้นที่ทั่วโลก ผลงานการออกแบบที่โดดเด่นของเขามีตั้งแต่ อาคารผู้โดยสาร 1 ในสนามบินบาร์เซโลนา ตึกซันไชน์ อัปเปอร์ อีสต์ (Sunshine Upper East) ในปักกิ่ง ไปจนถึง ลา แปซ์ เรซิดองติเยล (La Paix Résidentiel) ในเซเนกัล และผลงานที่เราจะกล่าวถึงนี้คือโปรเจคท์ที่มีชื่อว่า ลา ฟาบริกา (La Fabrica) นั่นคือการแปลงโฉมโรงงานปูนซีเมนต์ให้เป็นบ้านพักที่สวยชวนตะลึง

 
               จากการรายงานของเว็บไซต์บอร์แพนด้า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ระบุว่า โรงงานปูนซีเมนต์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองซังฒุส เดสเบร์น เมืองขนาดเล็กในคาตาลัน ประเทศสเปน มันเป็นโรงงานเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สมัยที่โบฟิลยังเป็นเด็กหนุ่ม เขามองเห็นโรงงานแห่งนี้และได้เกิดแรงบันดาลใจว่าจะแปลงโฉมให้มันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง จนเมื่อเวลาผ่านไป 45 ปี ความฝันของเขาก็เป็นจริง

  
             โบฟิลซื้อโรงงานแห่งนี้และได้เริ่มต้นทำการซ่อมแซมมัน หลังจากมันถูกปรับปรุงซ่อมแซม ดัดแปลง ตกแต่งภายในและภายนอกมาเป็นเวลานานหลายปี ในที่สุดมันก็กลายเป็นบ้านที่ทันสมัยแปลกตา รายล้อมไปด้วยสวนป่าร่มรื่น การตกแต่งด้านในเป็นแบบโมเดิร์นที่ดูเรียบง่าย หรูหรา ทำให้กำแพงปูนทึบทึมดูมีชีวิตวาอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

 
               ด้วยความใหญ่โตของมันทำให้มีพื้นที่ใช้สอยอย่างกว้างขวาง สามารถใช้จินตนาการในการเนรมิตสิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างไม่จำกัด โบฟิลตั้งใจจะตกแต่งมันเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ ให้มันกลายเป็นบ้านในฝันที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดดั่งที่เขาเคยปรารถนา และโปรเจคท์ ลา ฟาบริกา นี้ก็แสดงให้เห็นว่าโบฟิลเป็นสถาปนิกที่มีไอเดียในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่น่าทึ่งได้เสมอเลยจริง ๆ















ภาพจาก ricardobofill.com

ข้อมูลจาก archdaily.com
https://home.kapook.com/view166845.html