Monday, September 4, 2017

ตูบตาเศร้ามีชีวิตแสนรันทด ถูกล่ามโซ่มาทั้งชีวิต จนในที่สุดก็ได้ออกวิ่งเป็นครั้งแรก




         ตูบตาเศร้ามีชีวิตแสนรันทด ถูกล่ามโซ่มาทั้งชีวิต อาศัยอยู่ในบ้านสุนัขเก่าโทรม จนในที่สุดก็ได้ออกวิ่งเป็นครั้งแรก เมื่อถูกปลดโซ่ คืนอิสรภาพแก่มัน

          แทบจะทั้งชีวิตที่ผ่านมาของ พีนัท เจ้าตูบดวงตาเศร้าตัวนี้ คือการใช้ชีวิตอยู่ในสภาพไม่ต่างจากนักโทษที่ถูกคุมขัง แม้จะมีเจ้าของคอยเลี้ยงดู แต่มันกลับไม่เคยได้รับความรักอย่างแท้จริง มันไม่เคยรู้จักกับคำว่าอิสรภาพ ไม่เคยรู้จักการวิ่ง ทั้งนี้ก็เพราะโซ่หนัก ๆ ที่คล้องอยู่รอบคอมันมาทั้งชีวิต ทำให้มันรู้จักโลกนี้เฉพาะในขอบเขตที่โซ่สั้น ๆ จะทอดยาวไปถึงเท่านั้น

          อย่างไรก็ตามหลังจากตกอยู่ในสภาพน่ารันทดมาเนิ่นนาน ในที่สุดแสงแห่งความหวังก็ส่องมาถึง เมื่อรั้วที่ล้อมรอบสวนหลังบ้านดังกล่าวเกิดพังลง จนทำให้มีคนภายนอกมองเข้าไปเห็นเจ้าตูบตัวนี้ โดยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560 เว็บไซต์เดอะโดโด้ เผยว่า ชาวบ้านที่อยู่แถว ๆ นั้นต่างก็สะเทือนใจกับชะตากรรมของเจ้าพีนัท ดังนั้นพวกเขาจึงช่วยกันแจ้งเรื่องไปยังเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น กับกระจายเรื่องราวของมันจนรู้มาถึงกลุ่มช่วยเหลือสัตว์ HOPE for Erie Animal Wellness ที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือสุนัขในท้องที่อื่น


            ในตอนนั้นเองที่ รัสเซลลีน สเตนบูห์เลอร์ ได้รับรู้เรื่องราวของเจ้าพีนัท เจ้าตูบวัย 3 ขวบตัวนี้ โดยเธอเผยว่า ลูกสาวของเธอเป็นอาสาสมัครของกลุ่มช่วยเหลือสัตว์ดังกล่าว อย่างไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่ทำงานของกลุ่มอยู่ไกลจากบ้านของเจ้าพีนัทมาก ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือมันได้ ขณะที่บ้านของเธออยู่ห่างบ้านหลังนั้นไม่มากนัก เธอจึงตัดสินใจจะไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับมันด้วยสองตาของเธอเอง


              "ฉันออกไปดู เห็นพีนัทอยู่ในบ้านสุนัขโทรม ๆ ที่หลังคามีรู พื้นไม้ก็เน่า มันไม่มีที่พักพิงที่เหมาะสม แถมพื้นที่แถบนี้ก็มักจะเปียกแฉะ เจ้าพีนัทต้องนอนอยู่ในแอ่งน้ำเพราะมันออกไปไหนไม่ได้ เมื่อเห็นอย่างนี้ฉันก็เลยบอกกับตัวเองว่า ฉันจะขอเป็นคนดูแลมันเอง" รัสเซลลีน กล่าว


           จากนั้นรัสเซลลีนก็ได้เข้าไปพูดคุยกับเจ้าของพีนัท ซึ่งทางครอบครัวก็ยอมรับว่าพวกเขาล่ามโซ่มันมาตลอดตั้งแต่ตอนที่พีนัทอายุไม่กี่เดือน อย่างไรก็ตามสิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้เกิดจากเจตนาที่เลวร้าย เพียงแค่พวกเขาเห็นว่าการล่ามสุนัขไว้นอกบ้านถือเป็นเรื่องปกติของผู้คนในชนบทเท่านั้น แต่เมื่อได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพีนัทไม่ใช่สภาพที่เหมาะสมนัก พวกเขาก็ยอมที่จะเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ให้มันเล็กน้อย


         พีนัทได้บ้านสุนัขหลังใหม่ ได้ชามข้าวใหม่ เชือกคล้องคอและปลอกคอใหม่ ซึ่งเชือกใหม่นี้มีความยาวพอให้มันออกไปนอนเล่นบนพื้นหญ้าได้ ทำให้มันดูมีความสุขอย่างมาก จากตูบตาเศร้ากลายเป็นตูบหน้ายิ้ม ต่างไปจากแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิง


         หลังจากนั้นรัสเซลลีนก็ยังคอยเข้าไปดูแลเจ้าพีนัทอยู่เป็นเวลา 2 เดือน เธอช่วยปลอบโยนจิตใจมัน และฝึกสอนให้มันรู้จักการเชื่อฟัง ซึ่งมันก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าไปหาทุกคนที่ยินดีมาใช้เวลาอยู่กับมันด้วย แม้ว่ามันจะยังคงถูกผูกล่ามไว้ที่สวน แต่ชีวิตของมันก็ดีขึ้นมาก

          และแล้วการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ดีกว่า ก็มาเยือนเจ้าพีนัทอีกครั้ง เมื่อกฎหมายใหม่เกี่ยวกับสัตว์ ซึ่งจำกัดขอบเขตการล่ามโซ่สัตว์เลี้ยง เริ่มมีผลบังคับใช้ในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ ทำให้เจ้าของพีนัทที่มีบ้านอยู่ในพื้นที่ตัดสินใจยกสุนัขของพวกเขาให้อยู่ในความดูแลของ HOPE for Erie Animal Wellness เพราะพวกเขาคงไม่สามารถปรับวิถีการเลี้ยงดูมันได้


             ในที่สุดเจ้าพีนัทก็ได้รับอิสระอย่างแท้จริง ทางกลุ่มได้พามันไปอาบน้ำ เช็กร่างกาย และให้มันได้วิ่งเล่นในลานกว้างจนสมใจ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของสุนัขตัวนี้ มันได้ใช้ชีวิตอย่างเสรีได้ตามที่ใจต้องการเสียที ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ว่าเจ้าพีนัทมีความสุขมากแค่ไหน และเชื่อว่าจากนี้มันจะยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีก หากทางกลุ่มค้นพบครอบครัวอุปถัมภ์ที่ยินดีจะมอบเวลาและความรัก รวมถึงความอบอุ่นให้แก่มันไปอีกทั้งชีวิตจากนี้

https://pet.kapook.com/view178645.html

Thursday, August 24, 2017

หนุ่มมนุษย์เหล็ก พลาดยิงตะปูใส่กลางหน้าอก แต่ยังขับรถไปหาหมอเองได้




         หนุ่มมนุษย์เหล็ก พลาดยิงตะปูทะลุใส่กลางหน้าอก แต่ยังทนขับรถไกลเกือบ 20 กิโลเมตร เพื่อไปพบแพทย์ด้วยตัวเอง เผยแค่รู้สึกเหมือนโดนอะไรต่อยเท่านั้น

          เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 เว็บไซต์เอบีซีนิวส์ เผยรายงานชวนอึ้ง ระบุว่า ดั๊ก เบอร์จสัน ชายเคราะห์ร้ายจากรัฐวิสคอนซิน สหรัฐฯ ประสบอุบัติเหตุไม่คาดฝันเมื่อประมาณ 7 สัปดาห์ก่อน ในขณะที่กำลังสร้างโครงให้กับเตาผิงไฟ เขาเกิดพลาดใช้ปืนยิงตะปู ยิงตะปูขนาด 3 นิ้วครึ่ง ทะลุเข้าไปที่กลางหน้าอกตัวเอง 
 
          หลังจากเกิดเหตุ เบอร์จสัน ไม่ได้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เขากลับขับรถพาตัวเองไปไกลเกือบ 20 กิโลเมตร เพื่อไปเข้ารับการรักษาที่ศูนย์การแพทย์ในเขตแมริเนตต์ ของรัฐวิสคอนซิน

          เมื่อไปถึงที่ศูนย์การแพทย์ ทางเจ้าหน้าที่แพทย์เร่งนำตัวเบอร์จสัน ส่งหน่วยพิเศษ ที่สามารถช่วยทำการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดให้ได้ ก่อนจะรีบทำการรักษาโดยด่วน

          ด้าน ดร.อเล็กซานเดอร์ รอทสไตน์ แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดให้เบอร์จสัน เผยว่า การเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะ และผิดตำแหน่ง อาจจะเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่าที่ผู้ป่วยคิดไว้ แต่ทั้งนี้ สำหรับเคสของเบอร์จสัน นับว่าเป็นโชคดีอย่างมากที่ผลการรักษาผ่านไปด้วยดี หัวใจของเบอร์จสันไม่ได้ถูกทำลายแบบถาวร มีเพียงบาดแผลที่เกิดจากการผ่าตัด

          ด้านเบอร์จสัน ได้เผยถึงความรู้สึก เมื่อครั้งถูกตะปูปักทะลุเข้ากลางหน้าอก ระบุว่า "ผมไม่ได้เจ็บมากเท่าไหร่ แค่รู้สึกเหมือนโดนอะไรต่อย"

ภาพจาก wqow.com
https://hilight.kapook.com/view/158329

Tuesday, August 22, 2017

นาซาเปิดภาพสุริยุปราคาเต็มดวง เหนือสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรเมื่อดูจากนอกโลก




            นาซา เผยภาพถ่ายจากอวกาศ ขณะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง เหนือแผ่นดินสหรัฐอเมริกา เห็นเป็นเงามืดพาดผ่านพื้นผิวโลก กินพื้นที่เป็นวงกว้าง

             เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่คนทั่วโลกเฝ้าจับตา สำหรับการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งแรกในรอบ 38 ปี เหนือแผ่นดินสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 21 สิงหาคม 2560 ซึ่งเงามืดของปรากฏการณ์ดังกล่าวจะพาดผ่านพื้นที่หลายรัฐ ตั้งแต่รัฐออริกอน จนถึงรัฐเซาท์แคโรไลนา อย่างไรก็ตามในขณะที่ผู้คนจำนวนหลายล้านคนสามารถสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้จากบนโลก ก็ยังมีกลุ่มนักบินอวกาศอีก 6 คนที่ได้เฝ้าชมปรากฏการณ์ดังกล่าวเช่นกัน จากพื้นที่สุดวีไอพี นั่นก็คือจากนอกโลกของเรา


                แต่สำหรับคนบนโลกอย่างเรา ๆ ก็ไม่ต้องเสียใจไปที่ไม่ได้ชมภาพการเกิดสุริยุปราคาจากนอกโลก เพราะล่าสุด (22 สิงหาคม 2560) ทางองค์การอวกาศนาซา ก็ได้นำคลิปบันทึกช่วงเวลาดังกล่าวมาฝากให้เราได้ชมกันแล้ว เผยให้เห็นภาพเงามืดขนาดใหญ่ที่ส่องลงมายังพื้นโลก ครอบคุลมพื้นที่ในสหรัฐอเมริกา ว่าแต่มันจะน่าตื่นตาขนาดไหนต้องลองไปชมกันเลย
 
ภาพและข้อมูลจาก NASA Official, ทวิตเตอร์ @NASA , ECLIPSE 101
https://hilight.kapook.com/view/158670

Thursday, August 17, 2017

สะเทือนใจ... ตูบยังรอเจ้านายแสนรัก ขอเฝ้าหลุมศพเขาไม่ไปไหน แม้จะผ่านไป 11 ปี




        ภาพสะเทือนใจ... ตูบยังรอเจ้านายแสนรัก ขอเฝ้าหลุมศพเขาไม่ไปไหน แม้จะผ่านไป 11 ปี ราวกับจะรอให้เขากลับมาหามัน แม้จะพากลับบ้านกี่ครั้ง ก็จะหนีมาเฝ้าสุสานทุกครั้ง

          นับเป็นภาพสะเทือนใจสำหรับผู้ที่มีโอกาสได้เข้ามาในพื้นที่สุสานของเมืองวิลลา คาร์ลอซ พาซ แห่งประเทศอาร์เจนตินา เมื่อพวกเขามีอันต้องพบกับ เจ้ากัปตัน สุนัขพันธุ์เยอรมันเชฟเฟิร์ด ที่ยังคอยวนเวียนอยู่รอบ ๆ หลุมฝังศพของผู้เป็นเจ้านายแสนรัก ไม่ยอมจากไปไหน ราวกับจะรอให้เจ้านายฟื้นคืนกลับมาหามันอีกครั้ง แม้ว่า มิเกล กันซ์แมน ผู้เป็นเจ้านายจะตายจากมันไปนานกว่า 11 ปี แล้วก็ตาม
          โดยเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2560 เว็บไซต์อ็อดดิตี้เซ็นทรัล เปิดเผยว่า นับตั้งแต่มิเกลเสียชีวิตลงในปี 2549 เจ้ากัปตันก็หนีหายออกจากบ้านไปอย่างไร้ร่องรอย จนกระทั่งอีกหลายเดือนต่อมา เวโรนิก้า ภรรยาของมิเกลจึงได้พบเจ้ากัปตันอยู่ที่สุสานแห่งนี้ ในขณะที่เธอมาเยี่ยมหลุมศพของสามี


         แม้ว่าเวโรนิก้ากับลูกชายจะพยายามพาเจ้ากัปตันกลับบ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่มันก็ยังมักจะวิ่งกลับมาอยู่ที่ข้างหลุมศพของผู้เป็นเจ้านายเสมอ มันทำแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ขอนั่งเฝ้าและเดินวนเวียนอยู่รอบ ๆ หลุมศพของมิเกล ราวกับรอให้เขาฟื้นจาการหลับใหล จนในที่สุดเวโรนิก้าก็ตระหนักได้ว่า คงไม่มีใครสามารถเติมเต็มช่องว่างในใจของสุนัขตัวนี้ได้ สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ก็คือการปล่อยให้มันได้อยู่ข้างกายเจ้านายของมัน และคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น

          หลังจากวันเวลาแห่งการรอคอยผ่านไปหลายปี ความจงรักภักดีของกัปตันก็ยังชนะใจผู้ดูแลสุสานดังกล่าว เขาจึงมักจะคอยช่วยดูแลให้มันได้มีอาหารกิน และได้ฉีดวัคซีนครบทุกปี อย่างไรก็ตามหนึ่งในสิ่งที่คาใจผู้ดูแลสุสานมาตลอดก็คือ เจ้ากัปตันหาหลุมศพเจ้านายมันพบได้อย่างไร ในเมื่อเจ้านายของมันเสียชีวิตที่ต่างเมือง ก่อนถูกนำมาฝังยังสุสาน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้เขาคาดว่า คงมีความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณบางอย่างระหว่างสุนัขกับเจ้าของ ที่นำพากัปตันมายังที่แห่งนี้


          ทั้งนี้เรื่องราวความจงรักภักดีของเจ้ากัปตัน ได้กลายมาเป็นข่าวดังทั่วโลกครั้งแรกเมื่อปี 2555 ผู้คนต่างก็ซาบซึ้งและสะเทือนใจกับเรื่องราวของสุนัขตัวนี้ ที่ยังคงรักและไม่ลืมเจ้านายของมัน ยังขอมาเฝ้าเขาในทุก ๆ วันแม้เวลาจะผ่านไปนานร่วม 6 ปี อย่างไรก็ตามจนถึงตอนนี้ในปี 2560 นับเป็นเวลา 11 ปี ที่มิเกลไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ แต่เจ้ากัปตันก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขันในทุก ๆ วัน นั่นก็คือการเฝ้ารอเขา

          อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เจ้ากัปตันได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและได้รับการพาไปหาสัตวแพทย์เสมอเมื่อจำเป็น แต่ก็ไม่มีใครสามารถเอาชนะกาลเวลาได้ ตอนนี้เจ้ากัปตันเป็นหมาแก่ที่อายุมากถึง 15 ปี แล้ว ทำให้สภาพร่างกายของมันเริ่มจะย่ำแย่ มันเดินไปไหนแทบจะไม่ไหว ตาแทบจะมองไม่เห็นแล้ว แต่สิ่งต่าง ๆ ล้วนไม่สามารถทำลายหัวใจอันภักดีของมัน ที่ยืนยันจะรอเจ้านายผู้เป็นที่รักไปได้เลย

ภาพจาก cadena3.com
https://pet.kapook.com/view177585.html