Thursday, August 17, 2017

สะเทือนใจ... ตูบยังรอเจ้านายแสนรัก ขอเฝ้าหลุมศพเขาไม่ไปไหน แม้จะผ่านไป 11 ปี




        ภาพสะเทือนใจ... ตูบยังรอเจ้านายแสนรัก ขอเฝ้าหลุมศพเขาไม่ไปไหน แม้จะผ่านไป 11 ปี ราวกับจะรอให้เขากลับมาหามัน แม้จะพากลับบ้านกี่ครั้ง ก็จะหนีมาเฝ้าสุสานทุกครั้ง

          นับเป็นภาพสะเทือนใจสำหรับผู้ที่มีโอกาสได้เข้ามาในพื้นที่สุสานของเมืองวิลลา คาร์ลอซ พาซ แห่งประเทศอาร์เจนตินา เมื่อพวกเขามีอันต้องพบกับ เจ้ากัปตัน สุนัขพันธุ์เยอรมันเชฟเฟิร์ด ที่ยังคอยวนเวียนอยู่รอบ ๆ หลุมฝังศพของผู้เป็นเจ้านายแสนรัก ไม่ยอมจากไปไหน ราวกับจะรอให้เจ้านายฟื้นคืนกลับมาหามันอีกครั้ง แม้ว่า มิเกล กันซ์แมน ผู้เป็นเจ้านายจะตายจากมันไปนานกว่า 11 ปี แล้วก็ตาม
          โดยเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2560 เว็บไซต์อ็อดดิตี้เซ็นทรัล เปิดเผยว่า นับตั้งแต่มิเกลเสียชีวิตลงในปี 2549 เจ้ากัปตันก็หนีหายออกจากบ้านไปอย่างไร้ร่องรอย จนกระทั่งอีกหลายเดือนต่อมา เวโรนิก้า ภรรยาของมิเกลจึงได้พบเจ้ากัปตันอยู่ที่สุสานแห่งนี้ ในขณะที่เธอมาเยี่ยมหลุมศพของสามี


         แม้ว่าเวโรนิก้ากับลูกชายจะพยายามพาเจ้ากัปตันกลับบ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่มันก็ยังมักจะวิ่งกลับมาอยู่ที่ข้างหลุมศพของผู้เป็นเจ้านายเสมอ มันทำแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ขอนั่งเฝ้าและเดินวนเวียนอยู่รอบ ๆ หลุมศพของมิเกล ราวกับรอให้เขาฟื้นจาการหลับใหล จนในที่สุดเวโรนิก้าก็ตระหนักได้ว่า คงไม่มีใครสามารถเติมเต็มช่องว่างในใจของสุนัขตัวนี้ได้ สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ก็คือการปล่อยให้มันได้อยู่ข้างกายเจ้านายของมัน และคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น

          หลังจากวันเวลาแห่งการรอคอยผ่านไปหลายปี ความจงรักภักดีของกัปตันก็ยังชนะใจผู้ดูแลสุสานดังกล่าว เขาจึงมักจะคอยช่วยดูแลให้มันได้มีอาหารกิน และได้ฉีดวัคซีนครบทุกปี อย่างไรก็ตามหนึ่งในสิ่งที่คาใจผู้ดูแลสุสานมาตลอดก็คือ เจ้ากัปตันหาหลุมศพเจ้านายมันพบได้อย่างไร ในเมื่อเจ้านายของมันเสียชีวิตที่ต่างเมือง ก่อนถูกนำมาฝังยังสุสาน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้เขาคาดว่า คงมีความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณบางอย่างระหว่างสุนัขกับเจ้าของ ที่นำพากัปตันมายังที่แห่งนี้


          ทั้งนี้เรื่องราวความจงรักภักดีของเจ้ากัปตัน ได้กลายมาเป็นข่าวดังทั่วโลกครั้งแรกเมื่อปี 2555 ผู้คนต่างก็ซาบซึ้งและสะเทือนใจกับเรื่องราวของสุนัขตัวนี้ ที่ยังคงรักและไม่ลืมเจ้านายของมัน ยังขอมาเฝ้าเขาในทุก ๆ วันแม้เวลาจะผ่านไปนานร่วม 6 ปี อย่างไรก็ตามจนถึงตอนนี้ในปี 2560 นับเป็นเวลา 11 ปี ที่มิเกลไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ แต่เจ้ากัปตันก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขันในทุก ๆ วัน นั่นก็คือการเฝ้ารอเขา

          อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เจ้ากัปตันได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและได้รับการพาไปหาสัตวแพทย์เสมอเมื่อจำเป็น แต่ก็ไม่มีใครสามารถเอาชนะกาลเวลาได้ ตอนนี้เจ้ากัปตันเป็นหมาแก่ที่อายุมากถึง 15 ปี แล้ว ทำให้สภาพร่างกายของมันเริ่มจะย่ำแย่ มันเดินไปไหนแทบจะไม่ไหว ตาแทบจะมองไม่เห็นแล้ว แต่สิ่งต่าง ๆ ล้วนไม่สามารถทำลายหัวใจอันภักดีของมัน ที่ยืนยันจะรอเจ้านายผู้เป็นที่รักไปได้เลย

ภาพจาก cadena3.com
https://pet.kapook.com/view177585.html

Thursday, August 10, 2017

ขนลุกซู่ เจ้าหน้าที่ขนส่งสแกนเจอแขนมนุษย์ ถูกเก็บไว้ในกระเป๋าผู้โดยสาร




         เจ้าหน้าที่สถานีขนส่งผงะ ชายวัย 50 ปี หอบชิ้นส่วนแขนมนุษย์ 1 คู่ ใส่มาในกระเป๋า เตรียมเดินทางกลับบ้าน แจงเป็นของน้องชายที่เกิดอุบัติเหตุ จะนำกลับไปเก็บรักษาไว้ให้ที่บ้าน

        เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2560 เว็บไซต์เซี่ยงไฮ้อิสต์ เผยรายงานชวนอึ้ง ระบุว่า เจ้าหน้าที่บริเวณจุดสแกนตรวจกระเป๋าภายในสถานีขนส่งรถโดยสารสาธารณะ เขตตูหยุน มณฑลกุ้ยโจว ประเทศจีน มีอันต้องตกใจไปตาม ๆ กัน เมื่อพบว่า ภายในกระเป๋าของผู้โดยสารชายวัย 50 ปี รายหนึ่ง มีชิ้นส่วนแขนมนุษย์ 1 คู่ บรรจุอยู่ด้านใน


        เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กล้องวงจรปิดภายในสถานีสามารถบันทึกภาพไว้ได้ โดยจะเห็นว่าชายเจ้าของกระเป๋ารายดังกล่าว เดินเข้ามาในสถานีตามปกติ ก่อนจะวางกระเป๋าตรงจุดตรวจ จากนั้นเขาก็เดินผ่านประตูสแกนอัตโนมัติโดยมีท่าทางเรียบเฉย ไม่แสดงอาการกังวล หรือผิดปกติแต่อย่างใด กระทั่งเจ้าหน้าที่เห็นภาพในจอมอนิเตอร์ จึงเรียกตัวเขามาสอบถามถึงแขนคู่ดังกล่าว

         จากรายงานเผยว่า ภายหลังจากเจ้าที่สอบถามชายเจ้าของกระเป๋า เขาได้อธิบายว่า ตนไม่ได้เป็นฆาตกรแต่อย่างใด แต่แขนคู่ดังกล่าวเป็นของน้องชาย ที่เมื่อไม่นานมานี้ได้ประสบอุบัติเหตุจากไฟฟ้า เป็นเหตุให้ต้องตัดแขนทิ้งทั้ง 2 ข้าง อย่างไรก็ตามเนื่องจากความเชื่อว่า เมื่อมีใครเสียชีวิตจะต้องฝังชิ้นส่วนอวัยวะไปให้ครบ เขาจึงนำแขนทั้ง 2 ข้างของน้องชายกลับไปที่บ้าน เพื่อทำการเก็บรักษาไว้ให้
        
       ภายหลังจากได้ทราบเรื่องราว ทางเจ้าหน้าที่จึงโทรศัพท์ติดต่อไปยังโรงพยาบาลที่รักษาน้องชายของชายรายดังกล่าว เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้นทางสถานีไม่อนุญาตให้เขานำแขนทั้ง 2 ข้างนั้น ขึ้นรถโดยสารเดินทางไปด้วย โดยแจ้งว่าจะต้องมีการอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ถึงจะทำการขนย้ายอวัยวะดังกล่าวได้

ภาพจาก weibo.com
https://hilight.kapook.com/view/158008